โคมเรียงเป็นแนวเดียวกัน แต่แสงสะดุด ไม่เรียบเนียนสม่ำเสมอเกิดจากอะไร
คำตอบสั้น ๆ
เพราะการเรียงโคมให้ตรงกันบนฝ้า
ไม่ได้หมายความว่าแสงจะกระจายบนผนังอย่างสม่ำเสมอเสมอไป
ความสม่ำเสมอของแสงขึ้นอยู่กับหลายปัจจัยร่วมกัน
ได้แก่
• ระยะจากโคมถึงผนัง
หรือ Setback
• ระยะห่างระหว่างโคม
หรือ Spacing
• ความสูงและระดับของฝ้า
• Beam Angle และรูปแบบการกระจายแสง
• มุมปรับตั้งโคม
หรือ Aiming
• แนวผนังและพื้นผิวจริง
• เลนส์ Reflector
อุปกรณ์บังแสง
และระบบหรี่ไฟ
ดังนั้น
วงแสงที่ไม่สม่ำเสมออาจไม่ได้เกิดจากตัวสินค้าเพียงอย่างเดียว
แต่เป็นผลรวมของการออกแบบ ตำแหน่งติดตั้ง และการปรับตั้งหน้างาน
Scallop คืออะไร?
Scallop คือรูปแบบแสงที่เห็นเป็นวงสว่างหรือเงาโค้งบนผนังจากโคมแต่ละดวง
โดยมักเกิดจากลำแสงของโคมหลายดวงที่ซ้อนทับกันไม่พอดี
Scallop ไม่ได้เป็นข้อผิดพลาดเสมอไป
หากผู้ออกแบบตั้งใจให้เกิดจังหวะแสงแบบ Accent Lighting แต่หากต้องการ Wallwashing ที่ให้ผนังสว่างต่อเนื่องและนุ่มนวล Scallop
ที่เด่นชัดจะถือเป็นสัญญาณว่าต้องตรวจสอบการจัดวางหรือการกระจายแสงเพิ่มเติม
คู่มือด้านแสงสถาปัตยกรรมของ
ERCO ระบุว่า
การจัดเรียงโคมบนฝ้าไม่ได้มีความสัมพันธ์แบบหนึ่งต่อหนึ่งกับผลลัพธ์ของแสงบนพื้นผิว
เพราะ Beam Angle และระยะจากผนังมีผลโดยตรงต่อรูปแบบแสงที่เกิดขึ้น
Wallwashing, Wall Grazing และ Scallop ต่างกันอย่างไร?
• Wallwashing คือการส่องผนังให้เกิดความสว่างสม่ำเสมอจากบนลงล่าง
เหมาะกับผนังยาว งานศิลปะ โถงต้อนรับ และพื้นที่ที่ต้องการให้ห้องดูกว้างขึ้น
• Wall Grazing คือการส่องเฉียดพื้นผิวจากระยะใกล้
เพื่อเน้น Texture เช่น
หิน อิฐ หรือไม้ จึงทำให้เกิดเงาและความเปรียบต่างมากขึ้น
• Scallop Lighting คือการปล่อยให้เกิดวงแสงเป็นจังหวะจากโคมแต่ละดวง
อาจใช้เป็นเอฟเฟกต์ตกแต่ง แต่ต้องควบคุมระยะและแนวให้สมมาตร
การนำโคมสำหรับ
Accent หรือ Downlight
ทั่วไปไปใช้แทน
Wallwasher โดยไม่ตรวจสอบ Photometric
Distribution อาจทำให้เกิดวงแสงและ
Hot Spot ที่ไม่ตรงกับความต้องการของแบบ
.
.
.
7 สาเหตุที่ทำให้วงแสงบนผนังไม่เท่ากัน
1. ระยะ Setback
ไม่คงที่
Setback คือระยะจากศูนย์กลางโคมถึงระนาบผนังสำเร็จ
ระยะนี้ควรวัดจากพื้นผิวจริง ไม่ใช่อ้างอิงเพียงเส้นกริดหรือขอบแผ่นฝ้า
หากผนังมีการบิด
เบี้ยว มีเสา บัว หรือผิวกรุหลายระดับ ระยะจากโคมถึงผนังแต่ละจุดจะไม่เท่ากัน
ทำให้ลำแสงตกกระทบผนังต่างกัน
2. ระยะห่างระหว่างโคมมากเกินไป
เมื่อโคมอยู่ห่างกันมาก
ลำแสงจะซ้อนทับกันน้อย เกิดเป็นช่วงสว่างสลับมืด หรือเห็น Scallop ชัดขึ้น
ในทางกลับกัน
การลดระยะห่างระหว่างโคมมักช่วยให้แสงต่อเนื่องขึ้น
แต่ต้องพิจารณาระดับแสงรวมและความร้อนร่วมด้วย
3. ใช้ Beam
Angle โดยไม่ดูรูปแบบแสงจริง
Beam Angle เป็นเพียงข้อมูลมุมของลำแสง
ไม่ได้บอกความสม่ำเสมอของแสงบนผนังทั้งหมด โคมที่มี Beam Angle เท่ากันอาจให้ผลต่างกันได้ หากมี Reflector,
Lens หรือรูปแบบการกระจายความเข้มแสงต่างกัน
จึงควรตรวจสอบ IES/LDT
File, Photometric Curve และตารางระยะติดตั้งของรุ่นโคมโดยตรง
แทนการพิจารณาจากตัวเลข Beam Angle เพียงอย่างเดียว
4. ระดับฝ้าหรือความสูงติดตั้งไม่เท่ากัน
ฝ้าที่มีการ Drop,
Step หรือมีความลาดเอียง
จะทำให้ระยะจากโคมถึงจุดเป้าหมายบนผนังไม่เท่ากัน
แม้ตำแหน่งโคมบนแบบจะดูเรียงตรงก็ตาม
ควรตรวจระดับจริงของฝ้าและตำแหน่งศูนย์โคมหลังงานติดตั้งเสร็จ
5. มุมโคมแต่ละดวงไม่เท่ากัน
กรณีใช้ Adjustable
Downlight หรือ Track
Spotlight การปรับมุมด้วยสายตาอาจทำให้โคมแต่ละดวงหันไปคนละทิศทาง
แม้จะดูใกล้เคียงกันจากพื้น
ควรกำหนดจุดอ้างอิงเดียวกัน
เช่น เส้นเลเซอร์ จุดเป้าหมายบนผนัง หรือ Aiming Template และล็อกตำแหน่งหลังปรับตั้ง
6. รุ่นโคมและอุปกรณ์ควบคุมแสงไม่เหมือนกัน
ควรตรวจสอบว่าโคมทุกดวงใช้
• รุ่นและกำลังไฟเดียวกัน
• Optic หรือ Reflector
เดียวกัน
• Lens หรือ Diffuser
ชุดเดียวกัน
• Trim และ Glare
Shield แบบเดียวกัน
• Driver และระบบ
Dimming ที่ตั้งค่าเท่ากัน
• CCT และระดับ
Output สอดคล้องกัน
หากมีเพียงบางดวงที่สว่างหรือมีวงแสงผิดปกติ
ควรตรวจอุปกรณ์ของดวงนั้นเป็นพิเศษ
7. พื้นผิวผนังทำให้แสงดูต่างกัน
สีผนัง
ค่าการสะท้อนแสง ความมันของพื้นผิว รอยต่อ และ Texture ล้วนมีผลต่อภาพที่มองเห็น
ผนังสีเข้มหรือผิวมันอาจทำให้แสงดูเข้มเป็นจุดและเกิดแสงสะท้อน
ส่วนผนังที่มี Texture จะทำให้เงาเด่นขึ้น
โดยเฉพาะเมื่อใช้เทคนิค Wall Grazing
ควรแยกให้ชัดระหว่าง
“ความส่องสว่างบนผนัง” ที่วัดเป็น Lux กับ “ความสว่างที่มองเห็น”
ซึ่งได้รับอิทธิพลจากสีและการสะท้อนของวัสดุ
แนวทางกำหนด Setback
และ Spacing
สำหรับ Wallwasher
ที่ออกแบบมาเพื่อให้แสงแนวตั้งสม่ำเสมอ
ผู้ผลิตบางรายใช้แนวทางเริ่มต้นให้ระยะจากผนังอยู่ที่ประมาณหนึ่งในสามของความสูงห้อง
และกำหนดระยะห่างระหว่างโคมไม่เกินประมาณ 1.3 เท่าของระยะ Setback
อย่างไรก็ตาม
ตัวเลขนี้ไม่ใช่สูตรสำเร็จสำหรับโคมทุกประเภท คู่มือของ Aculux/Acuity
Brands ระบุว่า Wallwasher
หลายรุ่นเริ่มต้นที่ระยะห่างระหว่างโคมใกล้เคียงกับระยะ
Setback และการวางโคมถี่ขึ้นมักช่วยเพิ่มความสม่ำเสมอ
จึงควรยึดข้อมูล
Photometric ของรุ่นโคมจริงและตรวจสอบด้วย
Lighting Simulation หรือ Mock-up
ทุกครั้ง
.
.
.
✅เช็กลิสต์ตรวจงานหน้างาน
• หากเกิดวงสว่างสลับมืดเป็นจังหวะ
สาเหตุที่ควรสงสัย:
ระยะห่างระหว่างโคมมากเกินไป หรือลำแสงแคบเกินไป
วิธีตรวจสอบ:
วัดระยะศูนย์กลางโคมถึงศูนย์กลางโคม และเปรียบเทียบกับ Photometric Data
• หากมีเพียงบางดวงที่สว่างผิดปกติ
สาเหตุที่ควรสงสัย:
Lens, Reflector, Driver หรือมุมโคมแตกต่างจากดวงอื่น
วิธีตรวจสอบ:
ตรวจรุ่นโคม อุปกรณ์ประกอบ และระดับ Dimming ของแต่ละดวง
• หากวงแสงทั้งแนวเลื่อนขึ้นหรือลง
สาเหตุที่ควรสงสัย:
ระยะ Setback หรือระดับฝ้าไม่เท่ากัน
วิธีตรวจสอบ:
ใช้เลเซอร์วัดระยะจากผนังสำเร็จ และตรวจระดับฝ้าบริเวณจุดติดตั้ง
• หากผนังมีเงาแรงและเห็นพื้นผิวชัดเกินไป
สาเหตุที่ควรสงสัย:
โคมอยู่ใกล้ผนังเกินไป หรือใช้เทคนิค Wall Grazing
วิธีตรวจสอบ:
ตรวจระยะติดตั้งและยืนยันว่าผลลัพธ์ที่ต้องการคือ Wallwashing หรือ Wall Grazing
• หากผนังดูสว่างไม่เท่ากัน
แต่รูปวงแสงใกล้เคียงกัน
สาเหตุที่ควรสงสัย:
สี ค่าการสะท้อนแสง หรือ Texture ของผนังแตกต่างกัน
วิธีตรวจสอบ:
ตรวจวัสดุและ Finish ของผนัง
พร้อมวัดค่า Vertical Illuminance ในจุดสำคัญ
• หากแนวโคมดูตรง
แต่จังหวะแสงไม่ต่อเนื่อง
สาเหตุที่ควรสงสัย:
แนวผนังจริงไม่ตรงกับแนวกริดฝ้า หรือมีเสา บัว และงานตกแต่งกีดขวาง
วิธีตรวจสอบ:
วัดจากผนังและพื้นผิวจริง ไม่อ้างอิงเฉพาะแบบฝ้าหรือเส้นกริด
• หากต้องการแก้ปัญหา
Scallop
ควรตรวจสอบตามลำดับ
ได้แก่ ระยะ Setback, ระยะ Spacing,
Beam Angle, Optic, มุม Aiming
และระดับ Dimming
ไม่ควรแก้ด้วยการเพิ่มวัตต์เพียงอย่างเดียว
.
.
.
✅ขั้นตอนที่แนะนำสำหรับโครงการ
1. กำหนดก่อนว่าต้องการ
Wallwashing, Wall Grazing หรือ Accent
Lighting
2. ตรวจสอบผนังและฝ้าหลังงานสถาปัตย์เสร็จ
โดยวัดจากพื้นผิวจริง
3. ยืนยันค่า
Setback และ Spacing
จากศูนย์กลางโคม
4. ตรวจรุ่นโคม
Optic, Lens, Reflector และ IES/LDT
File
5. ทำ Mock-up
ด้วยโคมและวัสดุจริงอย่างน้อยหนึ่งช่วงผนัง
6. ทำ Site
Aiming หลังเปิดระบบในสภาพแสงจริง
7. ใช้เลเซอร์หรือ
Template เดียวกันในการตั้งมุมทุกดวง
8. ตรวจด้วย
Vertical Illuminance และ Uniformity
ตามเกณฑ์ของโครงการ
9. ถ่ายภาพจากตำแหน่งเดิม
โดยควบคุม Exposure และ White
Balance ให้ใกล้เคียงกัน
การเพิ่มวัตต์เพียงอย่างเดียวไม่สามารถแก้รูปแบบแสงที่ไม่สม่ำเสมอได้
เพราะไม่ได้เปลี่ยนตำแหน่งโคม มุมลำแสง หรือรูปแบบการกระจายแสง
.
.
.
❔คำถามที่พบบ่อย
โคมเรียงตรงกัน
แต่ทำไมแสงบนผนังยังไม่ตรงกัน?
❇️เพราะผลลัพธ์บนผนังขึ้นอยู่กับระยะ Setback,
Spacing, ความสูงติดตั้ง,
Optic และมุม Aiming
ไม่ใช่เพียงแนวของโคมบนฝ้า
Beam Angle กว้างขึ้นจะแก้
Scallop ได้หรือไม่?
❇️อาจช่วยได้ แต่ไม่รับประกันเสมอไป
ต้องพิจารณาร่วมกับระยะติดตั้ง รูปแบบการกระจายแสง และระยะห่างระหว่างโคม
Scallop ถือเป็นงานติดตั้งผิดหรือไม่?
❇️ไม่เสมอไป หากเป็นเอฟเฟกต์ที่ผู้ออกแบบตั้งใจ
แต่หาก Requirement คือผนังสว่างเรียบต่อเนื่อง
Scallop ที่เด่นชัดอาจแสดงว่าต้องปรับการจัดวางหรือเลือก
Optic ใหม่
จำเป็นต้องทำ Mock-up
หรือไม่?
❇️ควรทำ โดยเฉพาะผนังยาว วัสดุผิวเข้ม พื้นผิวมี Texture
หรือโครงการที่มีข้อกำหนดด้านความสม่ำเสมอของแสง
DECENTO ช่วยเรื่องใดได้บ้าง?
❇️DECENTO สนับสนุนผู้รับเหมาและทีมโครงการด้วยข้อมูล Beam
Angle, Setback, Spacing, Photometric Data, คำแนะนำการติดตั้ง Site Aiming และ Lighting Simulation ตามความเหมาะสม
DECENTO ทำหน้าที่เป็น
Lighting Consultant และ Lighting
Solution Provider ช่วยแปลง Requirement
จากผู้ออกแบบให้เป็นอุปกรณ์
การจำลองแสง และรายละเอียดติดตั้งที่นำไปใช้จริงได้ โดยไม่ทำหน้าที่แทน Lighting
Designer
กำลังเริ่มโครงการใหม่
หรือมีแบบที่ต้องการทีมช่วยวางแผนแสง?
ส่ง Floor
Plan, Ceiling Plan, Elevation, Mood Board หรือ BOQ ที่มีมาให้ทีม DECENTO ช่วยประเมินแนวทางเบื้องต้นได้ที่
📞 Tel: 082-697-1416
💚 Line: @decento
📧 Email:
[email protected]