แสงบริเวณล็อบบี้ ทางเดิน และพื้นที่ส่วนกลาง ต่างกันอย่างไร
คำตอบคือ ทั้ง 3 พื้นที่มีพฤติกรรมผู้ใช้ ทิศทางการมอง ระยะเวลาที่อยู่ในพื้นที่ และหน้าที่ของแสงแตกต่างกัน จึงไม่ควรใช้จำนวนโคม ระยะติดตั้ง หรือระดับความสว่างแบบเดียวกันตลอดทั้งโครงการ
การออกแบบแสงที่ดีไม่ได้พิจารณาเฉพาะว่า “สว่างกี่ Lux” แต่ต้องพิจารณาร่วมกันทั้งการกระจายแสง สีและพื้นผิว ทิศทางการมอง ความสบายตา แสงแยงตา และความปลอดภัยของผู้ใช้งาน
.
.
.
.
🏢 Lobby Lighting: สร้างความประทับใจและช่วยให้เข้าใจพื้นที่
Lobby คือจุดเปลี่ยนผ่านจากภายนอกเข้าสู่ภายใน และมักเป็นพื้นที่แรกที่ผู้ใช้งานพบเห็น แสงจึงควรทำมากกว่าการส่องสว่าง
สิ่งที่ควรพิจารณา ได้แก่
• สร้าง First Impression ให้สอดคล้องกับภาพลักษณ์ของโครงการ
• ทำให้มองเห็น Reception ป้ายบอกทาง ทางเข้า และจุดหมายสำคัญได้ชัด
• ให้แสงบนใบหน้าอย่างเหมาะสม เพื่อสนับสนุนการสื่อสารและงานบริการ
• ใช้ Accent Light เน้นวัสดุ งานศิลปะ หรือองค์ประกอบทางสถาปัตยกรรม
• ควบคุมความแตกต่างระหว่างแสงธรรมชาติกับแสงภายใน โดยเฉพาะ Lobby ที่มีกระจกขนาดใหญ่
• หลีกเลี่ยงตำแหน่งโคมที่ทำให้แหล่งกำเนิดแสงเข้าสู่สายตาขณะเดิน นั่ง หรือเข้าหาเคาน์เตอร์
Lobby ที่สว่างเท่ากันทุกจุดอาจทำให้พื้นที่ดูแบน เพราะผู้ใช้งานไม่รู้ว่าควรมองหรือเดินไปทางใด การสร้างลำดับของแสงจึงสำคัญกว่าการเพิ่มความสว่างทั่วทั้งพื้นที่
🚶 Corridor Lighting: อ่านเส้นทางได้ชัดและต่อเนื่อง
Corridor เป็นพื้นที่สำหรับการเคลื่อนที่ แสงจึงควรช่วยให้ผู้ใช้งานเข้าใจทิศทาง มองเห็นประตู ทางแยก จุดเปลี่ยนระดับ และสิ่งกีดขวางได้ต่อเนื่อง
สิ่งที่ควรตรวจสอบ ได้แก่
• ความต่อเนื่องของแสงตลอดเส้นทาง
• การมองเห็นผนัง ประตู หมายเลขห้อง และป้ายบอกทาง
• จุดมืดหรือความแตกต่างของความสว่างที่มากเกินไป
• วงแสงบนผนังที่ไม่สม่ำเสมอจากตำแหน่งโคมหรือมุมลำแสง
• แสงแยงตาจากโคมที่อยู่ในแนวสายตาของผู้เดิน
• การแบ่งวงจรตามช่วงทางเดินและรูปแบบการใช้งาน
• การประสานกับระบบไฟฉุกเฉินและข้อกำหนดด้านความปลอดภัยของโครงการ
Corridor ไม่จำเป็นต้องสว่างมากที่สุด แต่ต้องทำให้ผู้ใช้งานรู้สึกว่าเส้นทางอ่านง่าย เดินต่อได้อย่างมั่นใจ และไม่ต้องปรับสายตาระหว่างจุดสว่างกับจุดมืดซ้ำ ๆ
🛋️ Public Area Lighting: รองรับหลายกิจกรรมโดยไม่ทำให้สายตาเหนื่อย
Public Area อาจเป็น Lounge พื้นที่นั่งรอ Co-working Space ห้องอเนกประสงค์ หรือพื้นที่พักผ่อน ซึ่งแต่ละช่วงเวลาอาจมีกิจกรรมและจำนวนผู้ใช้งานไม่เหมือนกัน
แนวทางที่เหมาะสมคือการจัดแสงเป็นหลายชั้น ได้แก่
• Ambient Light สำหรับความสว่างพื้นฐาน
• Task Light สำหรับจุดอ่านหนังสือ ทำงาน หรือทำกิจกรรม
• Accent Light สำหรับเน้นวัสดุ งานศิลปะ และองค์ประกอบสำคัญ
• Decorative Light สำหรับสร้างเอกลักษณ์และบรรยากาศ
พื้นที่ลักษณะนี้ควรแบ่งวงจรและสร้าง Lighting Scene ให้ปรับตามช่วงเวลาได้ เช่น Scene กลางวัน ช่วงเย็น กิจกรรมพิเศษ และช่วงทำความสะอาด
การควบคุมแสงแยงตายิ่งสำคัญในพื้นที่ที่ผู้ใช้งานนั่งอยู่นาน เพราะโคมที่ไม่รบกวนขณะเดินผ่าน อาจกลายเป็นแหล่งแสงที่เข้าตาเมื่อนั่งอยู่ใต้โคมหรือมองจากอีกมุมหนึ่ง
.
.
.
.
💡 หนึ่งอาคารควรมี “ภาษาแสงเดียวกัน” แต่ไม่จำเป็นต้องใช้ “สูตรเดียวกัน”
ความต่อเนื่องของงานออกแบบสามารถสร้างได้จากรูปแบบโคม โทนของวัสดุ วิธีซ่อนแสง ลักษณะของลำแสง และจังหวะการวางโคม โดยไม่จำเป็นต้องใช้ค่า Lux, Beam Angle, สีแสง หรือระยะติดตั้งแบบเดียวกันทุกพื้นที่
กระบวนการวางแผนควรเริ่มจาก
1. วิเคราะห์ User Journey และกิจกรรมของแต่ละพื้นที่
2. กำหนดหน้าที่ของแสงและจุดที่ต้องการนำสายตา
3. วาง Ambient, Task และ Accent Light ให้ทำงานร่วมกัน
4. ใช้ Lighting Simulation และ Lux Calculation เพื่อตรวจสอบแนวทาง
5. แบ่งวงจรและ Lighting Scene ตามพฤติกรรมการใช้งาน
6. ทำ Mock-up ในจุดสำคัญก่อนติดตั้งจำนวนมาก
7. วางตำแหน่ง Driver และจุดเซอร์วิสเพื่อรองรับการบำรุงรักษา
DECENTO คือ Lighting Consultant และ Lighting Solution Provider ที่ช่วยทำความเข้าใจ Lighting Design Requirement จากนักออกแบบ แล้วนำมาพัฒนาเป็นแนวทางเลือกอุปกรณ์ การจำลองแสง การคำนวณความสว่าง ระบบควบคุม และรายละเอียดสนับสนุนการติดตั้ง
DECENTO ไม่ได้ทำหน้าที่แทน Lighting Designer แต่พร้อมเป็น Professional Lighting Partner ที่ช่วยให้ Design Intent สามารถเกิดขึ้นได้จริงภายใต้พื้นที่ งบประมาณ และเงื่อนไขของโครงการ
กำลังเริ่มโครงการใหม่ หรือมีแบบที่ต้องการทีมช่วยวางแผนแสง?
ส่ง Floor Plan, Ceiling Plan, Mood Board หรือ BOQ ที่มีมาให้ทีม DECENTO ช่วยประเมินแนวทางเบื้องต้นได้ที่
📞 Tel: 082-697-1416
💚 Line: @decento
📧 Email: [email protected]